รื่นใจใน ซานฟาซิโก 
                  นิวยอร์กอาจเป็นเมืองที่ผู้คนหลากหลาย ลอสแองเจลิสช่างดูชุลมุนวุ่นวาย  แต่ฉันว่า ซานฟาซิสโก คือเมืองที่มีความ "พอดี" อยู่ในตัว อาบอวลไปด้วยความรื่นรมย์ เวิ้งอ่าวรอบล้อยอยู่รอบด้าน มีลมจากมหาสมุทรแปซิฟิกคอยลูบไล้ ตัวเมืองทอดตัวอยู่บนเนินสูงตำ มีบ้านสไตล์วิกเตอเรียนอันเก่าแก่แลพสวยงามไว้อวดแขกเหรื่อ
 
              
                    ก็ไม่น่าแปลก ถ้าซานฟาซิโกจะเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของอเมริกา แม้แต่ชาวอเมริกันบางคน ยังนิยมซื้อบ้านเอาไว้พัหผ่อนหย่อนใจที่นี่เพราะอากาศดีตลอดปี ไม่หนาวจัดและไม่ร้อนจัดจนเกินไป เฉลี่ยทั้งปีอุณหภูมิอยู่ราวๆ 15 องศาเซลเซียส บางคนบอกเหมือนตากอากาศอยู่แถวริมชายฝั่งเมดิเคอร์เรเนียนทั้งที่จริง ซานฟาซิโกทอดตัวอยู่ริมชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกแท้ๆ

อ้างอิง Nation Zone Trav
                    ซานฟาซิโก คือเมืองที่มีความ พอดี อยู่ในตัวอาบอวลไปด้วยความรื่นรมย์
เวิ้งอ่าวโอบล้อมอยู่รอบด้านมีลมจากมหาสมุทรแอตแลนติกคอยลูบไล้ ตัวเมืองทอดตัวอยู่บนเนินสูงตำ มีบ้านสไตล์วิกเตอเรียนอันเก่าแก่  สะพานโกลเด้นเกท ที่เห็นทอดยาวข้ามอ่าวตอนเหนือของเมืองซานฟาซิโกเชื่อมกับฝั่งมาริน เคาท์ตี้ สร้างตั้งแต่สมัย ประธานาธิยดีแฟรงคลิน ดร รูสเวลท์ เมื่อปี 19362 เสร็จแล้วเปิดใช้ราวปี 1937 เป็รสะพานที่ยาวเกือบ 3 กิโลเมตรซึ่งตอนนั้นจัดว่าเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลกและมีเสาสะพานที่สูงที่สุดในโลก กว้างขนากมัทางให้รถวิ่งสวนกันได้ 6 เลน ตัวสะพานแขวนทำด้วยเหล็ก ยึกติดอยู่กับทั้งสองฝั่งที่อยู่บนอ่าวด้วยหอคอยคู่ และใช้สายเคเบิลที่มีเส้นลวดยาวเหยียดยึดอยู่ที่ยอดหอคอย
                    ตอนสร้างนี่ว่ายากแล้ว แต่ตามประวัติบอกว่า ตอนวางแผนยากยิ่งกว่า เพราะก่อนจะลงมือสร้าง ต้องระดมมันสมองมาร่วมวางแผนก่อนก่อสร้างนานถึง 10 ปี แต่ตอนสร้างใช้เวลาราว 4-5 ปี ซึ่งในยุคนั้นนี่ถือว่าเป็นผลงานวิศวกรรมอัะนเยี่ยมยุทธ์ชิ้นหนึ่วเลยทีเดียว

 

                    มากกว่าของการเป็นสะพานอันยิ่งใหญ่ สีของสะพานเป็รอีกอย่างหนึ่งที่ดูโดดเด่นสะดุดตา มงผ่านๆเหมือนเป็นสีแดง ที่จริงแล้วสะพานนี้ถูหทาด้วยสีส้มแดง เมื่อฉากหลังคือแผ่นฟ้าสีคราม ยิ่งขับให้โกลเด้นเกทโดดเด่นสะดุดตาแก่ผู้พบเห็น
                    นอกจากรถที่ข้ามผ่านสะพานนี้วันล่ะนับแสนคันแล้วใครจะปั่นจักรยาน หรือจะเดินเท้าข้ามไปมาก็ได้ ห้ามเฉพาะพวกที่ใส่สเก็ตบอร์ด แต่ที่แปลกใจคงเป็นเรื่องที่คนคิดสั้น ที่ชอบมากระโดดนำตายกันที่นี่จนเป็นแฟชั่น จนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เองที่ทางการซานฟาซิโก ต้องทุ่มงบประมาณสูงกว่าที่ใช้ทำสะพานอีกเพื่อทำตาข่ายขึ้น เพื่อกันคนกระโดดลงไป
                    ตอนที่ยืนตรงจุดชมวิวที่อยู่ตียสะพานมองเห็นเกาะอัลคาทราช อยู้ลิบๆ มองจากตรงนี้อาจจะเห็นไกลหน่อยอยากเห็นเกาะใกล้ๆ เลยนั่นแท็กซี่ไปหย่อนตัวลงแถว ฟิชเชอร์ แมนวาร์ฟ


 
 

                    พูดถึง อัลคาทราช เป็นเกาะเล็กๆ ที่ตั้งอยู่กลางอ่าวซานฟาซิโก ห่างจากฝั่งประมาณ 2.4 กิโลเมตร เกาะนี้เคยเป็นที่ตั้งประภาคาร เคยเป็นป้อมปราการของกองทัพ แต่ที่ทำให้โด่งดังเพราะเคยใช้เป็นคุกถึง 30 ปี ตั้งแต่ปี 1933แต่เป็นคุกที่ไม่ธรรมดา เพราะเลื่องลือว่าทั้งโหดและน่ากลัวที่สุดเมื่อเทียบกับเรือนจำทั้งหมดในอเมริกา คุกอื่นอาจจะมีข่าวนักโทษแหกคุกได้บ้าง แต่ที่นี่ไม่เคยมีสถิติการแหกคุกและมีชีวิตรอดออกไปได้เลย ไม่ใช่ไม่เคยมี มีคนคิดหนีแต่ไม่รอด
                    ซานฟาซิโก ถือว่าเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมไม่แพ้นิวยอร์กี่นี่เป็นอีกเมืองที่มีชาวต่างชาติหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาลงหลักปลักฐาน แต่ก็ไม่ได้มีความแปลกแแยก ตรงกันข้าม กลายเป็นเมืองที่มีการผสมผสานกันอย่างลงตัว อดีตกับปัจจุบันก็ดูจะไปด้วยกันได้ดี
                    เราอาจหมู่ตึกสูงใหญ่อยู่ใจกลางเมือง แต่ในเวลาเดียวกันบ้านเรือนเก่าแก่นับร้อยปีก็ตั้งประชันหน้ากับตึกสูงระฟ้า อาจจะมีรถยนต์ยี่ห้อทันสมัยวิ่งกันเกลื่อนเมือง แต่ก็ยังคงมีรถรางเก่าแก่วิ่งให้บริการอยู่ มุมหนึ่งเป็นดงที่มีร้านรวงแน่นขนัดเอาไว้ดักรอสาวนักช็อป แต่ก็มีสวนสวยอันร่มรื่นอยู่ไม่ไกลกัน
                   เมื่อมาถึงที่นี่ ร้อยทั้งร้อยนักท่องเที่ยวคงอยากเห็นเครื่องหมายการค้าของซานฟาซิโกด้วยกันทั้งนั้น นี่ถ้าคิดค่าชมสะพาน เห็นว่าทางการสหรัฐคงจะรวยเลย เพราะฟู้คนเดินทางมาที่นี่กันอย่างไม่ขาดสาย เรียกว่าเป็นมุมเนื้อหอมในซานฟาซิโกเลยก็ว่าได้

 
นี่คือเมืองที่ไม่เคยตกเทรนด์ในสายตานักดินทาง แถมยังเป็นมุมเบิกบานที่สุดของอเมริกาที่อยากให้ทุกคนมาเห็นด้วยตาเปล่า